ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง แก้ปวดหลัง เพิ่มความปลอดภัย

เพื่อนๆ คอกาแฟ คนรักรถ อาจจะเคยเจอปัญหา อาการปวดหลัง อาการปวดเมื่อยตัว จากการขับรถทางไกล เช่น ไปเที่ยวลั๊นลาต่างจังหวัด หรือไปลองหาร้านกาแฟใหม่ๆ ต่างจังหวัด(อันนี้คงเป็นพวกแอดมินเอง หรือคอกาแฟล่ะ อิอิ) ซึ่งการปรับท่านั่งที่ถูกต้องสำหรับการขับรถ หรือปรับให้นั่งสบาย อาจช่วยลดปัญหาปวดเมื่อยตัว แก้ปวดหลังได้บ้าง แต่ท่านั่งที่สบายนั้น มันอาจจะไม่ปลอดภัย ยามเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แต่การนั่งให้ถูกต้อง และสบายนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวหรอก เรามาดูการปรับที่นั่งให้เข้ากับคนขับกันก่อน

ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง

1. ระยะนั่ง ไม่ควรชิดพวงมาลัยมากเกินไป แต่ควรอยู่ในระยะที่สามารถควบคุมพวงมาลัยได้สะดวก
2. ท่านั่งที่ปลอดภัยคือ ตำแหน่งพวงมาลัย ให้วางมือที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา จากนั้นดูช่วงงอของแขน ซึ่งไม่ควรจะตึงเกินไป และไม่ควรมีช่วงพับข้อมากเกินไป เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ก็หักพวงมาลัยได้สบาย คิดว่าตัวเอง คือ ดอมมินิก โทเรตโต้ Fast Furious
3. นอนขับรถ หรือนั่งเอนเบาะกึ่งนอน ท่านี้ให้ความสบายขณะขับก็จริง แต่ในทางกลับกันก็เพิ่มแรงกดที่เอว และบริเวณคอ ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย
4. ขาเวลาเหยียบเบรคสุด (แบบกระทืบจมแป้นเบรค) เข่าต้องไม่สามารถเหยียดตรงได้ ถ้าเหยียดตรงได้ จะอันตราย กรณีที่มีการชนจนยุบเข้ามาที่ห้องโดยสาร สะโพกจะหักได้ โดยการวางขานั้น เข่าต้องอยู่ในลักษณะที่งอได้เล็กน้อยถือว่าโอเค
5. นั่งให้ต่ำเท่าที่จะยังมองเห็นได้ อันนี้เป็นทริคของนักขับรถ ที่ต้องให้ใกล้พื้นรถมากที่สุด เพื่อจับความรู้สึกของรถได้ดี ยิ่งมีกรณีล้อปัด เบรคไม่อยู่ จะจับความรู้สึกได้เร็ว ได้มากแล้วจะได้ตอบสนองถูก
6. พวงมาลัย ควรปรับให้พอดี ไม่สูง หรือต่ำจนเกินไป
7. หมอนรองคอ สำคัญมาก เพราะช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการกระแทก ควรปรับให้อยู่กลางศีรษะ

ปล.ท่านั่งขับรถที่สบายที่สุด อาจจะไม่ปลอดภัย ดังนั้น เราควรปรับท่าที่เราถนัด ควบคุมรถได้ง่าย แต่ก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เช่น ไม่ปรับพวงมาลัยชิดตัวเกินไป หรือเอนเบาะนอนขับ เพราะเมื่อรถชนขึ้นมา เราอาจได้รับอันตรายมาก เพราะอุปกรณ์พวกเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคนขับก็ควรรู้เกี่ยวกับการทำงานเบื้องต้นของระบบความปลอดภัยด้วย เคยสังเกตกันมั้ย ข่าวต่างประเทศ มีรถขับเร็วมากเกิน 270 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเกิดอุบัติเหตุชนจนรถพังยับ แต่คนขับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เพราะอะไร คิดว่าระบบความปลอดภัยของรถก็มีส่วนช่วยเยอะ แต่ที่รอดมาได้ จริงๆ น่าจะมาจากทักษะการขับ และท่านั่งที่ถูกต้อง ของคนขับด้วยแน่นอน