เครื่องยนต์บิ๊กไบค์ 1 2 3 4 สูบ จำนวนสูบ มีข้อดีข้อเสีย ต่างกันยังไง

สำหรับมือใหม่ ที่เพิ่งหัดเริ่มเล่นบิ๊กไบค์ หรือกำลังหาข้อมูลเพื่อ เลือกซื้อบิ๊กไบค์ ซักคัน เวลาหาข้อมูลในการตัดสินใจ มักให้ความสำคัญที่ จำนวนสูบ กับขนาด ซีซี ให้มากๆ ไว้ก่อน ในตัวเลือกที่มีราคาใกล้เคียงกัน เช่น ราคาเท่านี้ แบรนด์นี้ ได้แค่ 1 สูบเอง ไปอีกแบรนด์ดีกว่า ได้ 4 สูบเลย เป็นต้น จนลืมเทียบพวกอุปกรณ์ออฟชั่นต่างๆ ที่ให้ติดกับรถมา คงดี ถ้าเราพอมีความรู้พื้นฐาน เข้าใจความแตกต่างของเครื่องยนต์ จำนวนสูบ ขนาด ซีซี อยู่บ้าง จะช่วยให้เราเปรียบเทียบ ตัดสินใจเลือกรถบิ๊กไบค์ ให้เหมาะกับเรา หรือคุ้มค่าถูกใจเราที่สุด

บทความนี้ แอดมินมีข้อมูลมาฝากกัน ทั้งเชิงเทคนิค(แบบบทความ) และแบบภาพรวมๆ (แบบคลิป) สำหรับคนที่ไม่อยากอ่าน ดูคลิปไปเลย สำหรับแอดมิน หาข้อมูลเยอะๆ ไว้ก่อน เวลาอยากได้อะไร แต่สุดท้ายเวลาเลือกซื้อจริงๆ ก็เลือกที่ดีไซน์ล้วนๆ และก็งบที่มีกับความคุ้มค่า ข้อมูลพวกนี้ ช่วยได้อยู่บ้าง เอาล่ะ ลองไปศึกษากันเลย

รถ bigbike

บทความโดย Thai Superbike (ชุมชนคนรัก Superbike)

เคยสงสัยกันมั่งมั้ยว่า ทำไมรถมอเตอร์ไซด์แต่ล่ะรุ่น แต่ละคัน ถึงได้มีจำนวนลูกสูบไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะ 1 สูบ 2 สูบ 3 สูบ 4 สูบ ไปจนถึง 6 สูบ ทั้งๆ ที่บางครั้งจำนวน CC ก็เท่ากัน แต่ทำไมบางคันมีสูบเดียว บางคันมี 4 สูบ เช่น รถ SR400 Single Stoke 400cc กับ cb400sf 400cc มีความแตกต่างกันทางด้านความเร็วอย่างมากทั้งที่จำนวน CC ของรถก็เท่ากัน แต่เพราะเหตุใดจึงแรงไม่เท่ากัน ความสงสัยเหล่านั้นเราลองมาดูคำอธิบายเหล่านี้ดูก่อนนะ 1 สูบ จุดระเบิด ปัง ได้กำลังงาน 1 ครั้ง 2 สูบ จุดระเบิด ปัง ปัง ได้กำลังงานต่อเนื่อง 2 ครั้งไปเรื่อยๆ 4 สูบ จุดระเบิด ปัง ปัง ปัง ปัง ได้กำลังงานต่อเนื่อง 4 ครั้งไปเรื่อยๆ

อธิบายแบบง่ายๆ คือ รถที่ CC เท่ากันรถ 1 สูบ มีพื้นที่หน้าตัดลูกสูบเท่ากัน พื้นที่หน้าตัดทางเข้าไอดี-ไอเสียเท่ากัน ระยะชักกันมีความเร็วรอบระดับ 1 รถ 2 สูบ มีพื้นที่หน้าตัดลูกสูบเท่ากับระยะชักเท่ากัน พื้นที่ทางเข้าไอดี-ไอเสีย จะมากกว่าเพราะจำนวนวาล์วมากกว่า ความเร็วรอบจะสูงกว่าประมาณระดับ 1.25 รถ 4 สูบก็มีหลักการเดียวกัน ระดับรอบกำลังสูงสุดประมาณ 1.5

การสร้างเครื่องยนต์เพื่อออกจำหน่ายมีขีดจำกัดหลายอย่าง แต่หลักๆ มีดังต่อไปนี้

1. ขีดจำกัดทางด้านวัสดุ เป็นขีดจำกัดที่สำคัญที่สุด เมื่อเปรียบเทียบที่ซีซีเท่ากัน รถที่มีสูบมาก ลูกสูบแต่ละลูกสูบจะเดินทางผ่านกระบอกสูบสั้นกว่า ทำให้สามารถออกแบบให้มันทำงานที่รอบสูงกว่าได้ เมื่อรอบสูงกว่า ก็ได้แรงมากกว่า รถสูบน้อยๆ จะทำรอบสูงๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง

2. ขีดจำกัดทางด้านคุณสมบัติของเชื้อเพลิง คือความเร็วในการเผาไหม้ น้ำมันที่เราใช้อยู่จะมีความเร็วในการเผาไหม้เท่าๆกัน ที่ความดันเท่ากัน ดังนั้นกระบอกสูบโตก็เผาหมดช้ากว่า ทำให้การทำรอบสูงๆทำได้ยากกว่า แต่ก็มีวิธีเร่งการเผาไหม้อีกหลายวิธี เพื่อทำให้รถสูบโตทำรอบสูงๆได้ แต่ติดตรงขีดจำกัดข้อที่ 3

3. ขีดจำกัดทางด้านกลศาสตร์ของไหล การดูดอากาศ และน้ำมันเข้ามาในกระบอกสูบนั้น มีอัตราการไหลเท่ากันที่ความดันเท่ากัน กระบอกสูบใหญ่ก็ดูดนาน กว่าจะได้เต็ม หรือพอเพียง นี่ก็รวมถึงการไหลออกของไอเสียด้วย

4. ขีดจำกัดทางด้านต้นทุน รถที่มีจำนวนกระบอกสูบมากๆ ชิ้นส่วนต่างๆ ก็มาก ทำให้มีต้นทุนสูง การบำรุงรักษาก็สูง ดูแลยากกว่า ความเชื่อถือได้ของเครื่องยนต์ก็ต่ำกว่า

5. ขีดจำกัดทางด้านการตลาด ความต้องการของลูกค้า และการใช้งาน บางคนต้องการรถที่ทนทาน ดูแลรักษาง่าย บางคนต้องการรถแรง เพราะว่าดูแลรถเป็น จุกจิกยังงัยก็ไม่กลัว บางคนอยากได้ความประหยัดน้ำมัน ราคาถูก บางคนไม่สน มีเงินก็ทุ่มเข้าไป

เช่น รถวิบาก ต้องการความกะทัดรัด คล่องตัว จึงนิยมใช้สูบเดียว ถึงแม้ความจุกระบอกสูบจะสูงก็ตาม (2 สูบก็มีน่ะ) รถพวกนี้ต้องการแรงบิดรอบต่ำถึงกลางดี ไม่จำเป็นต้องการความเร็วสูง สูบเดียวก็พอแล้ว..... แต่อย่างรถสปอร์ตมักนิยมสูบเยอะๆ เพราะต้องการความเร็วและแรง ยิ่งแรงยิ่งมันส์ อิอิ รถสูบมากๆ มีโอกาสทำรอบได้สูงกว่า มีแรงม้ามากกว่า แต่แรงบิดจะต่ำกว่าเพราะว่า ระยะชักมักจะสั้นกว่า ถ้า
ต้องการแรงบิดมาก ก็ต้องทดรอบเอา ซึ่งรอบแรงบิดสูงสุดของรถจำนวนสูบมาก รอบจัด ก็มักจะอยู่ที่รอบสูงด้วย ระบบเกียร์ที่ต้องใช้ก็ต้องมีมากขึ้นเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของการทำงาน ก็ต้องมองว่าเทียบกับอะไร รถสูบมากอาจดูมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักเครื่องยนต์ หรือขนาด ซีซี คือ แรงม้า/ซีซี หรือ แรงม้า/น้ำหนักเครื่องยนต์ จะมีโอกาสทำได้สูงกว่ารถสูบน้อยๆ แน่นอน แต่ถ้าจะเทียบ
ประสิทธิภาพต่อน้ำมันเชื้อเพลิง รถสูบน้อยจะมีค่า แรงม้า/เชื้อเพลิง ดีกว่ารถหลายสูบ ทั้งนี้ เนื่องจากพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้ของรถหลายสูบจะหมดไปกับการเอาชนะความฝืดของชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์มากว่า และการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่รอบสูงมากๆ ก็มักจะเป็นการเผาไหม้ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก การได้แรงมากกว่า มาจากการกินน้ำมันเข้าไปมากๆ ทำรอบมากๆ เพื่อเผาน้ำมันมากๆ ในเวลาเท่าๆ กัน กับรถสูบน้อยๆ เท่านั้นเองคับ

ลองจินตนาการกันดูน่ะคับว่าอย่างเจ้า Phantom 200 สูบเดียว บ้านเราเอาไปเปลี่ยนเป็น 2 สูบวี รับรองได้เลยว่ากระฉูดกว่าเก่าแน่ๆ ทั้งความแรงที่ได้รับ รวมไปถึงค่าน้ำมันที่กระฉูดตามไปด้วย แม้จะมีซีซีเท่ากันก็เถอะ

อีกทั้งความทนทานของรถที่มีจำนวนสูบมาก ก็จะมีความทนทานกว่ารถที่มีสูบน้อยกว่าใน ซีซี ที่เท่ากันด้วย เนื่องจากแต่ละสูบทำงานที่จำนวนรอบ/นาที น้อยกว่า แต่ก็อย่างที่บอกอัตราการบริโภคก็มากขึ้นตามจำนวนสูบไปด้วย อิอิ

แต่ก็เคยมีรถที่เรียกว่าสุดยอดของโลกในระดับ 4 สูบ คือรุ่น Honda NR750 4 สูบ ลูกสูบวงรี 8 วาล์ว 2 ก้าน 2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ รักษาระดับการทำงานไว้ได้ถึงสองหมื่นรอบ แต่ไม่สามารถรักษาระดับความทนทานไว้ได้เลยไม่นิยมไปในที่สุด

ใครที่ชอบดูการแข่งขัน รถพวก MOTO GP ก็น่าจะรู้ว่ามีกติกาเกี่ยวเนื่องในเรื่องจำนวนของลูกสูบอยู่ด้วย มันเป็นความได้เปรียบเชิงกล อย่างรถที่ต้องการจะแรง ก็ต้องว่าการตกแต่งระบบเครื่องยนต์ และหนึ่งในนั้นที่ต้องทำก็คือการเพิ่มจำนวนลูกสูบเข้าไป เป็นวิธีง่ายๆ ขั้นต้น(ของผู้ผลิตน่ะ) ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารถ 2 สูบ จะได้เปรียบคู่ต่อสู้ทั้งน้ำหนักโดยรวมของรถ จำนวน ซีซี (ความจุกระบอกสูบ) อย่างในการ
แข่ง World Super Bike ..... VTR1000 กับ Ducati 996 หรือ Apillia R1000 นั้นใช้เครื่องยนต์ 2 สูบ ความจุกระบอกสูบ กฎกติกาให้มาเหยียบพัน แต่พวก 4 สูบ เช่น GSX-R750 ZX7R หรือ R7 จะมีพิกัด ซีซี เต็มที่แค่ 750 เท่านั้น อันนี้เปรียบเทียบกันให้เห็นเลยว่า “จำนววนลูกสูบมีผลต่อความเร็วแรง” มากกว่ากันแน่นอน ถ้าไม่งั้นเขาคงไม่ต่อให้ขนาดนั้นหรอกคับ กติกา Moto GP ก็เช่นเดียวกัน

ลองมาดูแบบเป็นคลิปภาพรวม กันบ้าง
รถบิ๊กไบค์ 2 สูบกับ 4 สูบ ต่างกันอย่างไร


via: SPerm.TV

แถมไอเดียแต่งรถ บิ๊กไบค์ อยากได้กี่สูบ จัดเลย

แต่งรถ บิ๊กไบค์