เรื่องพิศวง ความลับ area 51 ตอนจบ

ก่อนหน้านี้ไอริชได้นำบทความเกี่ยวกับ ความลับ area 51 ตอนแรก จากเพจ แฉ..ความลับ มาลง ซึ่งก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ และติดตาม รอบนี้ มาอ่านกันต่อจากของเดิมกันเลย

เปิดโปง..ประสบการณ์ในแดนลึกลับ Area51 กับ สิ่งมีชีวิตปริศนา (ตอนจบ)

ตอนที่แล้วเล่า "ปริศนาเชิงความบันเทิง" ถึงความเป็นมาการก่อสร้างดินแดนปริศนา Area51 ที่อเมริกาทำไว้สำหรับทดลอง ประดิษฐ์ยานบินชนิดใหม่ๆ วิศวกรรมยานอวกาศ อาวุธร้ายแรง เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน เครื่องบินสอดแนม และสารพัดอาวุธที่ถูกพัฒนาทันสมัยในปัจจุบัน

** ความเดิมตอนที่แล้ว..พื้นที่ต้องห้าม Area 51 กำความลับคนทั้งโลก (ตอนแรก) คลิ๊กไปที่ >> ความลับ area 51 ตอนแรก

โรเบิร์ทได้เห็นรายงาน และหลักฐานต่างๆ ที่พิสูจน์ถึงความถูกต้องของมัน ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าโครงการอื่นๆ ที่ทำใน S4 นั้นก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน แต่โรเบิร์ทก็ปฏิเสธที่จะถือเอากรรมสิทธิ์เหนือความสำเร็จนั้น เขากล่าวว่ารายงานการวิจัยที่เขาทำขึ้นเป็นเพียงแค่ตัวอักษร และรูปภาพบนแผ่นกระดาษเท่านั้น

โดยปกติเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ แต่ในกรณีของโรเบิร์ทนั้น เขาต้องอาศัยความรู้ในแขนงอื่นด้วย จึงทำให้เขาได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้ทำการทดลองร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มอื่น

เรื่องพิศวง

ความลับ area 51

โครงการไซด์คิก เป็นหนึ่งในสองโครงการที่โรเบิร์ท ได้รับอนุญาตให้รู้ข้อมูลได้บางส่วน มันเป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องอาวุธลำแสง ที่จะถูกติดตั้งบนเครื่องบินรบ อาวุธลำแสงนี้ ต้องอาศัยความรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง และการรวมแสงให้เป็นลำ อาวุธชนิดนี้มีอำนาจการทำลายล้างที่สูงมาก โครงการลุคกิ้งกลาส เป็นการศึกษาเรื่องกฎกายภาพ ของการมองเห็น และผลกระทบต่อเวลา และอวกาศ ในการสร้างแรงโน้มถ่วงจำลอง โครงการนี้ต้องอาศัยความรู้ทางด้านแรงโน้มถ่วง และการควบคุมมัน

แอเรีย 51

เรื่องลึกลับ

นอกจากนี้ เขาได้พบมนุษย์ต่างดาวภายในนี้ด้วย โดยบอกว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ที่สูงประมาณ 3-4 ฟุต หนักประมาณ 35-50 ปอนด์ มีผิวสีเทา และมีศีรษะที่ใหญ่มาก ถ้าหากมีใครทะเร่อทะร่าเข้าไปในเขตห่วงห้ามของ Area 51 จะมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยลาดตะเวนอยู่ โดยพวกเขาจะสวมชุดทหารพราน แต่จะไม่ติดเครื่องหมายแสดงยศแต่อย่างใด และจะขับรถจี๊ปเชโรกีสีขาว พร้อมแผ่นประกาศของรัฐบาล ผู้ละเมิดจะถูกจับกุมทันที่ พร้อมถูกปรับอย่างน้อย 600 US แม้แต่ C.I.A. ของอเมริกาเอง ก็เคยใช้สปายจารกรรมให้สถานที่แห่งนี้ถึง 40 คน

ufo

unidentified flying object

บ้อบ โรเบิร์ต ลาซาร์ บอกว่ามีฐานปฎิบัติการใต้ดินอยู่ลึกลงไปหลายชั้น มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานอยู่หลายคน และมีหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก พวกเขาเหล่านั้นล้วนศึกษาเกี่ยวกับ ระบบการทำงานของจานบินทั้งสิ้น ทหารจะเรียกที่นี่เป็นรหัสว่าศูนย์ S4 ลับสุดยอด ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังไม่มีสิทธิจะเข้ามา

ฐานทัพลับอเมริกา

ทุกๆ เช้าของวันทำงานจะมีคนอย่างน้อย 500 คนผ่านเข้าไปยังประตูทางขึ้นเครื่องบินที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งอยู่ทางปีกด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ สนามบินแมคคาร์เรน ในลาสเวกัส เจ้าของพื้นที่ที่เป็นเขตหวงห้ามส่วนนี้ก็คือ บริษัท อีจีแอนด์จี ผู้คนเหล่านั้นต้องบอกรหัสผ่าน "เจเน็ท" ตามด้วยเลขประจำตัว 3 หลัก ก่อนที่จะผ่านเข้าไปขึ้นเครื่องโบอิ้ง 737 ที่ไม่มีเครื่องหมายใดๆ ระบุว่าเป็นเครื่องบินของใคร สายการบินนี้จะออกบินทุกๆ ครึ่งชั่วโมง โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ทะเลสาบกรูม สถานที่ลึกลับ ที่หน่วยงานราชการของสหรัฐปฏิเสธการมีตัวตนของมัน

มนุษย์ต่างดาว

บ็อบ นอกจากจะได้ศึกษาตัวยานแล้ว ยังได้อ่านเอกสารเกี่ยวกับแหล่งพลังงานของจานบินด้วย เขาอธิบายว่าจานบินนั้นใช้กระบวนการไฮโดรแมกเนติก คือ เป็นการใช้ธาตุบางอย่างที่หาได้ ตามดาวในจักรวาล ทำปฏิกิริยานิวเคลียร์รี แอกชั่น เป็นเตาปฏิกรณ์ ที่ยิงพลังงานด้วยโปรตอน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใน Area 51 นี้กำลังคิดสร้างเตาปฏิกรณ์ แอททิแมทเทอร์ ขึ้นมาเลียนแบบ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ แหล่งพลังงานของยานบิน คือ แอนทิแมทเทอร์ รีแอคเตอร์ (เครื่องปฏิกรณ์ยิงระเบิดสสารที่ประกอบด้วยอนุภาคที่เหมือนกัน แต่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้ามด้วยโปรตรอน) มีท่อกลวงตรงกลางยาน จากพื้นขึ้นไปถึงยอด

เอเลี่ยน

เครื่องบินแปลกๆ

ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นท่อเหนี่ยวนำคลื่นพลังโน้มถ่วงหรือพลังไฟฟ้าที่ผ่านเข้าไปในนั้น ช่วงล่างของท่อ จะเชื่อมติดกับตัวแอนทิแมทเทอร์ รีแอคเตอร์ ซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลงติดกับพื้นของยาน ท่อกลวงตรงกลาง หรือท่อเหนี่ยวนำจะเป็นท่อยาวต่อไปจนถึงยอดบนของยาน

เครื่องปฏิกรณ์มีขนาดใหญ่ เท่ากับลูกบาสเกตบอล ลักษณะคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลง บนแผ่นโลหะเล็กๆ มันจะส่งสนามพลัง หรือ สนามกำลังดึงดูดออกมาโดยรอบ ซึ่งในช่วงเวลาที่มันทำงาน ก่อให้เกิดแรงผลักคล้ายแม่เหล็กสองแท่งที่มีขั้วเหมือนกันกระทำปฏิกิริยาต่อ กัน สารหรือธาตุที่เป็นองค์ประกอบเชื้อเพลิงยิ่งน่าสนใจมาก มันคือ ธาตุที่ 115

เทคโนโลยีอนาคต

ซึ่งตามทฤษฎีกล่าวว่า มันจะปรากฏอยู่รอบๆ ธาตุ 113-114 กลายเป็นธาตุที่มั่นคง และมีการรวมโปรตรอน กับนิวตรอน ก่อให้เกิดธาตุใหม่ซึ่ง สามารถนำไปใช้ได้ หากยิงอนุภาคพลังงานด้วยโปรตรอน มันก็จะแตกธาตุจนถึงธาตุ 116 และปล่อยสสารแอนทิแมทเทอร์ออกมา ซึ่งนั่นคือมันจะทำปฏิกิริยากับสสารซึ่งเรียกว่า "ปฏิกิริยาแอนนิไฮโลชั่น"

ปฏิกิริยา พื้นฐานดังกล่าวก่อให้เกิดพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ตามท่อเหนี่ยวนำมากขึ้นๆ และพลังที่เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลนี้เอง ที่ถูกนำไปใช้กับอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ธาตุที่ 115 ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก และไม่สามารถสังเคราะห์ได้ เนื่องจากเป็นธาตุที่หนักมาก
จากแหล่งข้อมูล ทุกฝ่ายระบุว่าธาตุนี้พบตามธรรมชาติบนโลกหรือดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลกมาก อาจเป็นโลก ที่มีพระอาทิตย์สองดวง ในแต่ละครั้ง จานบินหรือยานของมนุษย์ต่างดาวจะใช้ธาตุ 115 จำนวนมากถึง 223 กรัม

การที่จานบินบินด้วยความเร็วสูง การบินเลี้ยวกลับเป็นมุมฉาก การหยุดนิ่งกลางอากาศ และการเร่งความเร็วของจานบิน และการดับเสียงโซนิคบูม รวมถึงการเร่งความเร็วขนาด 22,000 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือมากกว่านั้น จานบินอาจใช้วิธีอาศัยสนามแรงโน้มถ่วงเทียม หรือบางทีอาจใช้คุณสมบัติพิเศษของมิติ และกาลเวลา ซึ่งโลกเรายังไม่คุ้นเคยก็เป็นไปได้

งานวิจัยแปลกๆ

หลังจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของ ลาซาร์ เผยแพร่ออกไป ผู้คนที่สนใจเรื่องนี้จากเดิมที่เคยมาสอดแนมเป็นบางครั้งบางคราว กลับกลายเป็นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างหลั่งไหลมาคอยจับตา ดูสิ่งบินลึกลับตามที่ลาซาร์บอก มีคนจำนวนมากอ้างว่าได้พบเห็นวัตถุบินลึกลับ บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้ง จนหลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 น่าจะเป็นฐานทัพ หรือกองบัญชาการของวัตถุบินลึกลับ แต่ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นมีอะไรผิดปกติ เกิดขึ้นแต่อย่างใด รัฐบาลสหรัฐ โต้กลับว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็น และอ้างว่าเป็นจานบินนั้น แท้จริงแล้ว คือ เครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ของกองทัพอากาศ

โดยทางกองทัพมักจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองอากาศยานรุ่นใหม่ๆ ก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณชน เช่น U-2, A-12, SR-71 และ F-117A นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด 2 ชนิดคือ เครื่องบินสอดแนมความเร็วสูงที่เรียกว่า Aurora และ เครื่อง B-2 ที่จะมาแทน F-117A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า เครื่องบินเสตลธ์ ก็สร้างสำเร็จที่นี่ ได้รับสมยานามทางทหารว่า "ปีศาจล่องหน" เพราะเคลือบด้วยวัสดุพิเศษ ทำให้เครื่องบินหลบเรดาร์ของข้าศึกได้ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ไม่เคยยอมบอกว่าวัสดุที่เคลือบนั้นเอามาจากไหน และทำไมถึง หลบเรดาร์ได้ ล่าสุดก็มีข่าวว่า Area 51 จะย้ายออกจากรัฐเนวาด้า ไปยังที่ลับๆ ปราศจากสื่อมวลชนที่คอยตามข่าว

การทดลองแปลกๆ

รัฐบาลสหรัฐบอกว่า ที่นั่นมักจะมีการซ้อมรบอยู่เรื่อยๆ โดยมีการยิงพลุ และทำแสงแวบๆ อยู่ตลอดบนท้องฟ้า ดังนั้น สิ่งที่พวกนักสังเกตการณ์ทั้งหลายเห็น และคิดไปต่างๆ นานาน่า คือ การซ้อมรบดังกล่าว

หลังจากที่บ็อบออกมาประกาศแก่สื่อมวลชน รัฐบาลสหรัฐ ก็ออกหมายจับเขาทันที แล้วเขาก็หายสาบสูญไป รัฐบาลสหรัฐ จะออกมาแถลงว่า Area 51 นั้น เป็นเพียงศูนย์การค้นคว้าด้านเครื่องบินของด้านการทหาร

ค.ศ. 1985 โครงการลับต่างๆ ที่ใช้พื้นที่ 51 เป็นสถานีทดลองนั้นค่อยๆ ทยอยจบลง เช่น การทดลองเครื่องบินจารกรรมแทคอิทบลู การทดลองเครื่องบินขีปนาวุธแอดวานซ์ครูซ การทดลองขีปนาวุธ สแตนด์ออฟแอทแทค แต่ถึงกระนั้นกองทัพอากาศสหรัฐก็ยังคงตั้งศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่นั่น เป็นไปได้ว่ากองทัพอากาศยังคงมีภารกิจอื่นๆ ที่ไม่เป็นที่เปิดเผย งบประมาณลับประจำปีของทหาร Area 51 นั้นมากกว่า 41,000 ล้านยูโร ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการในสหรัฐ
-------------------------------------->

วิจัยเทคโนโลยี

ค.ศ. 2014 ช่วงปลายปี ก็สร้างความฮือฮา และปริศนาลี้ลับ เกี่ยวกับ มนุษย์ต่างดาว และยานบินลึกลับออกมาอีก เมื่อ ดร.บอยด์ บุชแมน วิศวกรชาวอเมริกัน ซึ่งเคยทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์ Area 51 รายที่ 2 ได้เปิดเผยข้อมูลลับสุดยอดก่อนเสียชีวิต เกี่ยวกับหน้าที่การงานของเขา

เขาเกิดเมื่อปี 2479 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 โดย เขาเป็นหนึ่งในวิศวกร ที่เป็นผู้บุกเบิกขีปนาวุธ สติงเกอร์ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานมานานกว่า 40 ปี นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรถึง 28 รางวัล อีกทั้งยังเคยทำงานสัญญาจ้างด้านกลาโหม กับ ฮิวจ์แอร์คราฟท์ เจเนอรัล ไดนามิกส์ และบริษัท ลอกฮีด มาร์ตินด้วย

เขาได้ศึกษาเรื่องจานบิน และชีวิตของมนุษย์ต่างดาว ที่ฐานปฏิบัติการลับแห่งหนึ่ง ดร.บุชแมน ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลของมนุษย์ต่างดาว และจานบินนอกโลก ผ่านการบันทึกลงในคลิปวิดีโอสั้นๆ ก่อนเขาจะเสียชีวิตเมื่อ เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เขาบอกถึงภารกิจของเขา และทีมงานด้วยความเคารพต่อยานมนุษย์ต่างดาว พวกเขาพลเมืองอเมริกัน กำลังทำงานเกี่ยวกับจานบิน UFO 24 ชม.ต่อวัน พวกเขากำลังพยายามเรียนรู้ เขาได้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวไว้ว่า ตามที่พวกเขารู้นั้น เอเลี่ยนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งเหมือนกับในฝูงปศุสัตว์

คือ กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นโคบาล หรือผู้ต้อนสัตว์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนกับผู้ขโมยวัวควาย โดยกลุ่มเอเลี่ยน ที่คล้ายกับเป็นโคบาลนั้น มีลักษณะนิสัยที่มีความเป็นมิตรมากกว่า มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นเพื่อน และช่วยเหลือกับพวกตนมากกว่า
ขณะเดียวกัน เขายังอธิบายถึงลักษณะของเอเลี่ยน และเผยภาพถ่ายของเอเลี่ยนด้วยว่า มีความสูงแค่เพียง 5 ฟุตเท่านั้น ( ใกล้เคียงกับ บ๊อบ โรเบิรต ลาซาร์ บอก) โดยมี เอเลี่ยน หนึ่ง หรือ 2 ตน ของพวกเอเลี่ยนเหล่านี้ มีอายุยืนถึง 230 ปี ขณะที่ ตา และจมูกของเอเลี่ยนมีความแตกต่างจากมนุษย์ แต่ก็มีนิ้วมือ และนิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้วเหมือนกัน ที่น่าทึ่ง คือ เอเลี่ยนมีความสามารถในการสื่อสารทางโทรจิต ความสามารถเหนือมนุษย์ของเอเลี่ยน คือ พวกเขาสามารถใช้เสียงของเขา สื่อสารผ่านทางโทรจิตเพื่อคุยกับมนุษย์
-------------------------------------->

สํารวจนอกโลก

เทคโนโลยีแปลก

ล่าสุดเมื่อปลายเดือน ธันวาคม 2014 ชายนิรนามอ้างเป็นคนวงใน ติดต่อขอพบนักข่าว พร้อมไขข้อข้องใจเรื่องมนุษย์ต่างด่าว ว่ามีอยู่จริง นอกจากนั้นยังแฝงตัวใช้ชีวิตอยู่บนโลกกว่า 80 ปีมาแล้ว สำนักข่าวท้องถิ่น เนวาด้าเดลี่เมล์ เผยเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งได้รับการติดต่อจากชายนิรนาม

ที่ไม่ยอมเปิดเผยว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และได้ขอนัดนักข่าวไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้ ชายคนดังกล่าว ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ปกปิดรูปลักษณ์ภายนอก และไม่ยินยอมให้อัดวีดีโอ หรืออัดเสียงบันทึกการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น

ชายคนดังกล่าว อ้างว่าเคยทำงานอยู่ใน แอเรีย 51 แต่ไม่ยอมบอกว่าทำตำแหน่งหน้าที่อะไร ได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่ชาวโลกทุกคนสงสัย โดยมีข้อมูลที่สำคัญที่สรุปเอาไว้ได้ทั้งหมด 10 เรื่องดังนี้
1. มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์เรามานานกว่า 80 ปี
2. มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบพวกเขา แต่พวกเขาติดต่อเรามาเอง
3. ช่วงเวลาที่ติดต่อมา คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือปี ค.ศ. 1946
4. หน้าตาของมนุษย์ต่างดาวเหมือนกับคนปกติ โดยพวกเขาอ้างว่า แท้จริงแล้วรูปลักษณ์ภายนอกปกติของพวกเขา ไม่ได้เป็นแบบคนทั่วไป แต่เขามีวิธีการทำให้ตัวเองมีรูปลักษณ์แบบคนทั่วไปได้
5. พวกเขาติดต่อผ่านนายทหารระดับสูงของอเมริกาท่านหนึ่ง และหลังจากนั้นนายทหารท่านนั้นก็พาไปพบกับประธานาธิปดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น (แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์)
6. ประเด็นที่เข้าพบ คือ เรื่องของสันติภาพของโลกในอนาคต สาเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวมาเพื่อให้คำแนะนำหรือมาเพื่อบอกอะไร
7. แท้จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวยังมีอีกหลายเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด และมีสิ่งแวดล้อม แรงดึงดูด เวลาโคจรของดวงดาวใกล้เคียงกันมากที่สุด ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจะโลกค่อนข้างมากและอยู่ไกลเกินกว่าจะมาถึงโลกได้บ่อยๆ แต่ก็มีแวะเวียนมาบ้าง
8. เผ่าพันธุ์ของพวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่บนโลกมนุษย์อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ 1936
9. พวกเขาย้ายมาอยู่บนมนุษย์โลกหลายสิบชีวิต แต่ละชีวิตกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ บนโลก เป็นชนกลุ่มแรกของดาว ที่ทดลองย้ายเข้ามาอยู่เพื่อเรียนรู้ และทดลองการใช้ชีวิต อาจเป็นเพราะดาวของพวกเขาประสบปัญหาบางอย่าง และต้องการหาที่อยู่ใหม่
10. พวกเขาเป็นมิตรกับมนุษย์ หลังจากสงครามโลก จนถึงปัจจุบัน พวกเขาติดต่อกับพวกเรามาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการศึกษา เรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ โดยปัจจุบันก็มีพวกเขากว่า 100 ชีวิตอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

---------------------------------->

สิ่งประดิษฐ์ใหม่

สิ่งประดิษฐ์ นอกโลก

เรื่องทั้งหมดที่รวบรวมย่อมา ปี ค.ศ.ต่างๆ และชื่อบุคคล ล้วนมีอยู่จริง แต่ไม่สามารถยืนยันทางสิ่งที่เขาเล่ามาได้ 100% เนื่องจากเป็นคำบอกเล่าของชาย 3 คน ที่อ้างว่าเคยทำงานใน แอเรีย 51 ก็ถือเสียว่า "เป็นการรับรู้เพื่อความบันเทิง" อย่าคิดมาก โบราณว่า " เรื่องไม่มีมูล สุนัขไม่อึ " คงมีเรื่องจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

แต่ที่แน่ๆ คือบรรดาอาวุธทั้งหลายที่เคยทดลองที่ Area 51 แห่งนี้ ล้วนได้สังหารคร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วหลายล้านคน ดูแค่ตอนสงคราม 6 วัน , สงครามอิรัก กับอิหร่าน และสงครามอเมริกาโจมตีอิรัก รอบที่ 1 และรอบที่ 2 แค่นี้ก็ตายไปเกิน 2 ล้านคนแล้ว

via: แฉ..ความลับ