เรื่องพิศวง ความลับ area 51 ตอนแรก

ไอริชเป็นคนหนึ่งล่ะ ที่สนใจเรื่องลึกลับ จานบิน สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เทคโนโลยีอนาคต หรือสิ่งก่อสร้างแปลกๆ ที่ยังไม่สามารถหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หรือพิสูจน์ได้ ซึ่งก็มีข้อมูลเรื่องเล่าออกมามากมายให้ศึกษากัน อย่างเช่น บทความนี้ จากเพจ แฉ..ความลับ ที่อธิบายได้น่าสนใจ น่าคิด และน่าติดตามมาก หากใครไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ก็อ่านเพื่อความบันเทิงได้นะ สนุกเหมือนอ่านนิยายเลย ^^ (ศึกษาติดตามอ่านมาหลายที่ แต่รู้สึกว่า บทความเพจนี้มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ)

เปิดโปง..พื้นที่ต้องห้าม Area 51
วันที่ 24 ธ.ค.57 เปิดโปง..พื้นที่ต้องห้าม Area 51 กำความลับคนทั้งโลก (ตอนแรก)เรื่องพิศวง

วันนี้ลองเล่าเรื่องผ่อนคลาย "ปริศนาเชิงความบันเทิง" ดูบ้าง ในโลกมีสถานที่ลึกลับ หรือแปลกประหลาด ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก เช่น โบราณสถาน หรือดินแดนต่างๆ แต่มีพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งโด่งดังมานานแล้วเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51

Area 51 คือ ฐานทัพลับ ของกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว ลึกเข้าไปในบริเวณต้องห้ามอันกว้างขวางของรัฐบาล ภาพถ่ายดาวเทียมทะเลทรายเนวาด้า แสดงเห็นถึงรันเวย์ 7 ช่องทาง และโรงเก็บเครื่องบินมากกว่า 25 โรง

ค.ศ. 1955 เคลลี่ จอห์นสัน ผู้ออกแบบเครื่องบินจารกรรม U2 ได้รับมอบหมายจาก CIA ให้ออกแบบเครื่องบิน U2 นอกจากนี้แล้วเขายังได้รับมอบหมาย ให้หาสถานที่เพื่อใช้ทดสอบ U2 นี้ด้วย เคลลี่ได้ส่ง โทนี เลอวิเอร์ นักบินที่จะทำการบินทดสอบเครื่องบิน U2 กับ ดอร์ซี่ เคมเมเรอร์

ความลับ area 51

แอเรีย 51

ไปสำรวจพื้นที่ร้างกลางทะเลทรายตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย , เนวาดา และ อริโซนา 2 สัปดาห์ต่อมาโทนี ก็กลับมาส่งรายงาน เคลลี่ดูรายงานเปรียบเทียบสถานที่ทั้ง 3 แห่งแล้วก็ตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณทะเลสาบกรูม ในรัฐเนวาดา ฐานทัพถูกสร้างรอบ ๆ ทะเลสาบ

ซึ่งได้เปรียบทางยุทธวิธี เพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องการก็คือ ที่เหมาะสมในการลงจอดซึ่งสามารถลงจอดทิศใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าลมมาทางไหนและรอบ ๆ ทะเลสาบนี้ก็มีลักษณะแบบนั้น แถมยังถูกป้องกันโดยแนวเทือกเขารอบ ๆ ทะเลสาบกรูม มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกมากมายนับตั้งแต่มีการก่อสร้างฐานทัพขึ้น เคลลี่เรียกมันว่า พาราไดซ์

แต่หลังจากมีการทดสอบเครื่องบินจารกรรม U2 ในปีนั้น ซึ่งรัฐบาลปกปิดว่ามันถูกใช้สำหรับการสำรวจสภาพอากาศ U2 คือ อาวุธพร้อมกล้องความละเอียดสูง ที่ได้รับการออกแบบเพื่อบินที่ระดับความสูง 21,000 เมตร และถ่ายรูปจากขอบชั้นบรรยากาศ ท่ามกลางการแข่งขันด้านอาวุธในสงครามเย็น กับสหภาพโซเวียต

เครื่อง U2 คือ ความหวังของอเมริกา เพื่อติดตามการขยายตัวของคลังแสงนิวเคลียร์ ของโซเวียต และมันต้องการนักบินที่หายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ เพื่อความอยู่รอดในความสูงขนาดนั้นได้ น้ำหนักทุกกิโลที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ล้ออาจทำให้เครื่อง U2 นั้นบินได้ต่ำลง เพราะน้ำมันทั้งหมดนั้นอยู่ที่ปีก

ไม่มีทางเลยที่จะเอาปลายปีกนั้นขึ้นจากพื้น พวกเค้าจึงต้องมีที่ค้ำให้ปีกยกขึ้นจากพื้น และทันทีที่ปีกยกขึ้นที่ค้ำพวกนั้นก็หลุดออก เครื่อง U2 นั้นบินเหนือระดับการบินของเครื่องบินโดยสารปกติถึงสามเท่า และบางครั้งก็จะถูกพบเห็นโดยพลเรือน ขณะที่ในยุคนั้นสงครามเย็นและความสนใจของชาวอเมริกันต่อยูเอฟโอ ถึงจุดสูงสุด เครื่องบินสีเงิน U2 จึงสร้างความสับสนให้นึกไปถึง ยูเอฟโอ

ฐานทัพลับแห่งนี้เรียกสั้นๆ ว่า แรนช์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า วอร์เตอร์ทาวน์ สตริป ตามชื่อเมืองหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ค ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ แอลเลน ดูลเลส ผู้อำนวยการ CIA ในสมัยนั้น

ค.ศ. 1955-1968 มีการทดลองระเบิดของนิวเคลียร์ ที่ Area 51 มากกว่า 450 ครั้ง ต่อมาโครงการลับโครงการใหม่ที่เรียกว่า “อ๊อกซ์คาร์ท” เพราะอเมริกา มองว่าในสงครามเย็น ข้อมูลนั้นเป็นเหมือนอาวุธที่ทรงอานุภาพ โครงการอ๊อกซ์คาร์ท ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสอดแนมที่ดีที่สุดของอเมริกา

หรือเครื่องบินสเตลท์ ลำแรกของโลก มันบินได้เร็ว และสูงพอที่จะหนีจรวดได้ คนงานหลายพันคนทำงานเพื่อเครื่องบินที่อยู่ภายใต้โรงงานของล็อคฮีด ในเบอร์แบงก์รัฐแคลิฟอร์เนีย แต่แม้จะมีขนาดของการผลิตขนาดใหญ่ แต่ตัวโครงการก็ยังคงเป็นความลับ เครื่องบินนั้นต้องสามารถทนต่ออุณหภูมิ

ที่เกิดจากแรงเสียดสีของอากาศขณะบินผ่านชั้นบรรยากาศที่ความเร็ว 2,000 ไมล์ต่อชั่วโมง 93 เปอร์เซ็นต์ ของอ๊อกซ์คาร์ทนั้น เป็นไทเทเนียม แต่ความต้องการไทเทเนียมจำนวนมาก อเมริกาจึงต้องทำข้อตกลงกับโซเวียต เมื่อต้นแบบของอ๊อกซ์คาร์ทพร้อม รัฐบาลต้องการย้ายมันไปที่แอเรีย 51 จากสายการผลิตในแคลิฟอร์เนีย

แต่เพราะมันยาวเกินไปและปีกก็กว้างเกินไป ชิ้นส่วนจึงถูกแยกออกและลากไปตามทางจากเบอร์แบงก์ไปยังกรูมเลก ภายในแอเรีย 51 คนงานเกือบ 2,000 คน ทำเพื่อเป้าหมายเดียวเพื่อทำโครงการลับสุดยอดให้สำเร็จ อ๊อกซ์คาร์ท คือ เครื่องบินสเตลท์ลำแรกของโลก ถูกออกแบบมาเพื่อให้ศัตรูนั้นตรวจจับด้วยเรดาร์ไม่ได้

มันอาจบินจากชายฝังหนึ่งไปยังอีกฝั่งใน 70 นาที แต่วัตถุประสงค์เดียวของมันคือเพื่อการสอดแนม ภาพเกาหลีเหนือ ที่ถูกปล่อยออกมาโดย CIA และไม่เคยออกสู่สายตาสาธารณะมาก่อน เผยให้เห็นว่าอ๊อกซ์คาร์ท สามารถถ่ายภาพวัตถุบนพื้นดินจากระดับความสูง 27,000 เมตร ขณะบินด้วยความเร็ว 3,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้

แม้มีความพยายามซ่อนเครื่องบินที่เป็นความลับ สายลับก็พบว่าสหภาพโซเวียตได้ภาพวาดของเครื่องบินไปแล้ว และได้พบวิธีตรวจจับอ๊อกซ์คาร์ท คนของแอเรีย 51 ก็จงใจสร้างของปลอมให้โซเวียตนั้นค้นพบในทันที

เรื่องลึกลับ

ufo

ค.ศ. 1958 คณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (AEC) ได้เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณทะเลสาบกรูม ร่วมกับกองทัพสหรัฐ เพื่อทำการทดลองโครงการลับๆ บางอย่าง พวกเขาเรียกสถานีทดลองนี้ว่า สถานีทดลองเนวาดา คณะกรรมาธิการฯ ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แล้วกำหนดหมายเลขให้แต่ละส่วน บริเวณส่วนที่เป็นฐานทัพนั้นได้ หมายเลข 51

ค.ศ. 1970 กองทัพอากาศสหรัฐ ได้เข้ามายึดพื้นที่นี้อย่างถาวร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆ ตลอดไปจนถึงการทดลองเครื่องบิน มิก 21 และอาวุธทันสมัยอื่นๆ ของรัสเซีย ที่ทางสหรัฐยึดมาได้

ค.ศ. 1975 พื้นที่ 51 ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเขตจำลองการรบทางอากาศ ภายใต้ชื่อรหัสว่า "ธงแดง" พื้นที่ 51 จึงถูกเรียกสั้นๆ ในชื่อใหม่ว่า "จตุรัสแดง" แต่ชื่อกึ่งเป็นทางการนั้นชื่อ "ดรีมแลนด์" และในช่วงทศวรรษ 1970 ก็ได้มีการทดลองโครงการด้านอวกาศ และการทดลองเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด คือ "แทคอิทบลู"

ค.ศ. 1980 ฐานทัพทะเลสาบกรูม ถูกขยายอาณาเขตออกไปอีก มีการสร้างสนามบินเพิ่มเติม อาคารเก็บเครื่องบินถูกสร้างบนลานบิน เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บซ่อนจากสายตาของดาวเทียมจารกรรม ที่มีอยู่มากมาย อุปกรณ์สื่อสาร เรดาร์ และจานดาวเทียมได้รับการติดตั้ง

ตึกราม อาคาร โกดังหลายแห่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ บนทะเลสาบกรูม คาดว่ามันถูกใช้เป็นกองบัญชาการของศูนย์ทดลองเครื่องบินรบของกองทัพที่ถูกเรียกว่า ดีแทชเมนท์ 3 แม้ว่าจะมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย แต่ก็ยังไม่วายถูกแอบลักลอบถ่ายภาพ เนื่องจากพื้นที่รอบๆ ทะเลสาบกรูมเป็นภูเขา

ค.ศ. 1984 กองทัพสหรัฐ จึงต้องขยายเขตหวงห้ามออกไปอีก โดยหวังว่าจะเป็นการกันไม่ให้มีใครสามารถมองเข้าไปยังในบริเวณฐานทัพได้ แต่ก็ยังมีจุดที่สามารถใช้เป็นที่สอดแนมได้อีก 2 แห่งห่างจากทะเลสาบกรูมไปทางตอนใต้ราว 12 ไมล์ คือที่บริเวณไวท์ไซด์พีค กับ ฟรีดอม ริดจ์

ค.ศ. 1995 เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนอาศัยสถานที่ทั้งสองเป็นที่สอดแนมได้อีก กองทัพจึงได้ประกาศให้เขตดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามด้วย แต่เขตหวงห้ามนั้นได้แต่เพียงแค่ติดป้ายเตือนเท่านั้น ไม่มีการล้อมรั้วแต่อย่างใด เพราะพื้นที่เขตหวงห้ามนั้นกินอาณาเขตกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะล้อมรั้วได้

unidentified flying object

ฐานทัพลับอเมริกา

พื้นที่นี้ล้อมรอบไปด้วยเขตทดลองของรัฐเนวาด้า และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศเนลลิส ที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาด้า ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของลาสเวกัส ที่เรียกว่าพื้นที่ 51 ก็เพราะเป็นชื่อจุดที่ตั้งซึ่งปรากฎบนแผนที่ ของเขตทดลองเนวาดา ดังนั้น Area 51 จึงอาจแปลว่ารัฐที่ 51 ที่นี้เป็นสถานที่ที่ใช้ฝึก และพัฒนาสำหรับโครงการลับที่สุดทางทหาร

แต่ก็มีการจัดเวรยาม โดยใช้หน่วยรักษาความปลอดภัยนิรนาม ที่พกอาวุธสุดจะทันสมัย อีกทั้งยังมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจจับการเคลื่อนไหว ที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะมันสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ที่บุกรุกเข้ามาเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หน่วยลาดตระเวณนิรนามนี้เรียกว่า แคโม ดูดส์ ซึ่งจะมีหน่วยสนับสนุนทางอากาศที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ Sikorsky HH-60G Pave Hawk คอยให้การสนับสนุนทางอากาศ

พื้นที่ 51 ถูกสร้างขึ้นจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดสอบเครื่องบินจารกรรม U2 นับตั้งแต่นั้นมาก็มีการใช้พื้นที่ 51 เป็นสถานที่ทดสอบเครื่องบินจารกรรม เช่น วิหคทมิฬ Blackbird (SR71) เครื่องบินขับไล่ล่องหน F117 Stealth Fighter, เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B2 Stealth Bomber อีกทั้งยังถูกใช้เป็นสถานที่วิจัยโครงการลับออโรร่า (Aurora Project)

เครื่องบินรบเหล่านี้จะถูกทำการทดสอบสมรรถนะ ที่บริเวณทะเลสาบกรูม เมื่อพวกเขาทดสอบเครื่องบินรบ จนเป็นที่พอใจแล้วจึงค่อยประกาศต่อสาธารณชนให้ทราบว่า บัดนี้กองทัพได้สร้างเขี้ยวเล็บอันใหม่ขึ้นมา

โดยเฉพาะเครื่องบินสอดแนม และเทคโนโลยี ทางการบินที่แอบพัฒนากันอยู่ มีข่าวลือเกี่ยวกับแอเรีย 51 หนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริงๆ แล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งได้เห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือฐานทัพ ที่แห่งนี้มีการร่ำลือกันมานานแล้วว่าเป็น ที่ที่ใช้การศึกษาจานบิน ซ่อนจานบิน และมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกันมาได้ด้วย

มนุษย์ต่างดาว

เอเลี่ยน

เคยมีจานบินตกในรอสเวล และ รัฐบาลได้ปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์ แต่ดูเหมือนยิ่งปิดก็ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้ของผู้คนทั่วไป โดยมีการอ้างถึงเรื่องราวต่างๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้อง รายที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นรายของ บ๊อบ ลาซาร์

ค.ศ. 1988 – 1989 บ๊อบ โรเบิรต ลาซาร์ เป็นชาวลาสเวกัส เขาเป็นนักฟิสิกส์ ทำงานที่ ลอส อะลามอส (ศูนย์ค้นคว้านิวเคลียร์ของอเมริกา) แต่ก็ได้ถูกโยกย้ายมายัง Area 51 เขาอ้างว่าเคยทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งอยู่ในเขตพื้นที่นี้ โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ แผนกอากาศยาน ในเขตพื้นที่นี้มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมาก และเขายังได้เห็นวัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่สิ่งหนึ่ง

เขาได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาวิศวกรรม ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว มียานอวกาศรูปทรงกลมคล้ายจานจำนวน 9 ลำบินขึ้น-ลง ในเขตหวงห้ามบริเวณที่ชื่อ S4 หรือที่มีชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า บริเวณทะเลสาบปาปูส ซึ่งอยู่ห่างจากทะเลสาบกรูม ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 10 ไมล์

เครื่องบินแปลกๆ

เขตหวงห้ามบริเวณ S-4 ที่นั่นถูกก่อสร้างให้พรางตา กลมกลืนไปกับพื้นทะเลทรายโดยรอบ หากดูอย่างผิวเผินแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการทดลองเครื่องบินจารกรรม ที่มีความเร็วมากกว่าเสียง 5 เท่า โดยใช้พลังขับเคลื่อนชนิดใหม่ เช่น พัลส์ เดโทเนชั่น เวฟเอนจิน

และเครื่องบินความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฮโดรเจน การทดลองเครื่องบินที่มีความเร็วมากกว่าเสียงหลายเท่า หรือที่เรียกว่ายานไฮมัค โดยสร้างเครื่องบินที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างเครื่องบิน A12 และ D21 หรือที่เรียกกันว่า ซูเปอร์วอลคารี

เทคโนโลยีอนาคต

เขตหวงห้ามบริเวณ S-4 เป็นสถานที่ใช้สำหรับศึกษา วิจัยวัตถุบินลึกลับภายใต้ชื่อโครงการ มูนดัสท์ บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายถูกอำพรางอยู่ใต้พิ้นทราย เพื่อหลบเลี่ยงดาวเทียมจารกรรมของรัสเซีย วันแรกที่โรเบิร์ท เดินทางถึง S4 เขาถูกนำตัวไปที่ห้องพยาบาล เพื่อทำการตรวจผิวหนัง

เขาถูกทาด้วยสารหลายชนิดตามจุดต่างๆ บนแขน วันต่อมาก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเช็คดูว่าผิวหนังเขาเกิดการพุพอง หรือมีอาการแพ้หรือไม่ เขายังถูกสั่งให้ดื่มสารบางชนิดที่ทำให้ร่างกายของเขามีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น สารนี้ช่วยป้องกันเขาจากสิ่งแปลกปลอม ที่อาจได้รับจากการสัมผัสวัตถุที่มาจากต่างดาว

สารที่โรเบิร์ท ดื่มนั้นมีกลิ่นเหมือนกับกลิ่นต้นสน และในคืนนั้นหลังจากที่เขาได้ดื่มสารสร้างภูมิคุ้มกันเข้าไป เขาก็เกิดอาการเป็นตะคริวที่ท้องน้อย ที่เป็นผลข้างเคียงมาจากสารสร้างภูมินั้น โรเบิร์ททำงานในห้องทดลองร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งชื่อ แบร์รี่ คาสติลลิโอ

นักวิจัยแต่ละกลุ่ม จะถูกแยกทำงานในส่วนต่างๆ พวกเขาถูกจำกัดให้มีเพื่อนร่วมงานเพียงแค่ไม่กี่คน แบร์รี่ เป็นเพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียว ที่ช่วยโรเบิร์ท ศึกษาค้นคว้าเรื่องการขับเคลื่อนของยานอวกาศ ต่อมาโรเบิร์ทถูกแนะนำให้รู้จักกับ เรเน่ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่า เรเน่ เป็นใครและมีหน้าที่อะไรใน S4

เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่ในส่วนของ S4 นั้นมีอยู่แค่เพียง 22 คนเท่านั้น หัวหน้าของโรเบิร์ท ชื่อ เดนนิส มาริอานี เขารู้จักเดนนิส ตอนที่ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท อีจีแอนด์จี ซึ่งตอนนั้นยังมีสำนักงานอยู่ที่สนามบินแมคคาร์เรน ในลาสเวกัส แต่ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพอากาศ เนลลิส

ในวันแรกๆ มีเจ้าหน้าที่พาโรเบิร์ทไปที่ห้องเล็กๆ ที่มีเพียงแค่โต๊ะ และเก้าอี้กับแฟ้มเอกสารกว่า 100 แฟ้ม ข้อความในแฟ้มล้วนเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับมนุษย์ต่างดาว และเทคโนโลยีมนุษย์ต่างดาว เขาใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมง ในการศึกษาข้อมูลในแฟ้มเหล่านั้น

ข้อมูลในแฟ้มเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นบทสรุปให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ ที่มาทำงานใน S4 ว่างานที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ทำนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างพิภพ โรเบิร์ท ได้เห็นการทดสอบบินของยานบินรูปทรงประหลาด และยิ่งตกใจมากขึ้นอีก เมื่อเห็นรายงานเขียนว่า มีการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมานานกว่าหมื่นปีแล้ว!

โครงการที่โรเบิร์ท ทำอยู่นั้นเป็นส่วนย่อยของโครงการใหญ่ เขารับผิดชอบเรื่องการค้นคว้าการขับเคลื่อนของยานอวกาศต่างดาว และบทบาทของแรงโน้มถ่วง เพื่อใช้เป็นสื่อในการขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ โครงการกาลิเลโอ การทดลองในโครงการกาลิเลโอ ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

งานวิจัยแปลกๆ

การทดลองแปลกๆ

บอกแต่แรกแล้วว่าเป็น "ปริศนาเชิงความบันเทิง" ใครที่ไม่เคยเชื่อเรื่องแนวนี้มาก่อนก็อย่าคิดมาก แต่ให้คิดไปถึงอาวุธทันสมัยไฮเทคของกองทัพอเมริกาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนมากก็ถูกทดลองจากที่นี่มาก่อน ร่วมทั้งระเบิดนิวเคลียร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทิ้งที่ ฮิโรชิมา และนางาซิกิ ที่ญี่ปุ่น จนมีคนตายไปกว่า 2 แสนคน ก็ทดลองที่นี่ด้วย

** ตอนต่อไปจะมีนักวิทยาศาสตร์อีก 2 คน จะมาเล่าประสบการณ์การทำงานใน Area 51 แห่งนี้ว่าเขาเจออะไรบ้าง?

via: แฉ..ความลับ

พิกัด GPS area 51: 37.235249,-115.810347